CDG SS18 – Multidimensional Graffiti

 

               เป็นอีกครั้งที่เรย์ คาวาคูโบ ดีไซเนอร์และผู้ก่อนตั้งแบรนด์กอมม์ เดส์ การ์ซงส์ ทำให้วงการแฟชั่นต้องกลั้นหายใจและค่อยๆผ่อนลมหายใจออกมาอย่างใจจดใจจ่อตลอดเวลาเกือบ 20 นาที เมื่อได้ชมการแสดงแฟชั่นโชว์ คอลเล็คชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2018 ของเธอเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ณ  ปารีส แฟชั่น วีค

            ความน่าสนใจเริ่มตั้งแต่สถานที่จัดแสดงงานที่เธอเลือกสถานทูตรัสเซียประจำกรุงปารีสอันสง่างามเป็นที่เปิดคอลเล็คชั่น  ไม่มีการสร้างเวทีสร้างฉากใดๆให้อลังการ  หากมีเพียงผนังปูนเปลือย พื้นไม้ขัดเงา รันเวย์สีขาวแคบๆ รูปตัวแอล และแชนเดอเลียร์คริสตัลตลาสสิค  คือองค์ประกอบที่รวมกันส่งให้การนำเสอนคอลเล็คชั่นนี้โดดเด่น

            ครั้งนี้ เรย์ คาวาคูโบ ได้นำผลงานศิลปะในแขนงต่างๆ ทั้งภาพจิตรกรรม ภาพประติมากรรม งานกราฟฟิตี้ ภาพวาดการ์ตูน  ที่สร้างสรรค์โดยศิลปิน 9 คน  ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 จนถึงปัจจุบัน  มาต่อยอดสร้างสรรค์เป็นประติมากรรมแฟชั่นที่ไม่มีใครคาดคิด  เกิดเป็นงานกราฟฟิตี้หลากหลายมิติที่มีแนวคิดลึก ซับซ้อน  การนำเสนอโครงสร้างของชุดมีลักษณะกระจายออกมาด้านนอก  โดยมีช่องเปิดที่ทำให้เห็นเนื้อชุดที่ซ้อนอยู่เป็นชั้นๆ  ทำจากวัสดุหลากหลาย  ซึ่งเปรียบเหมือนเหมือนกับกำแพงที่ถูกพ่นสีซ้อนทับกันเป็นชั้นๆจากงานของศิลปินที่ต่างกัน  เกิดเป็นภาพโมเสคต่างสีและต่างสไตล์  เมื่อนางแบบทั้ง 15 คน ทยอยเดินออกมาทีละคนบนรันเวย์  จึงเกิดเป็นภาพเคลื่อนไหวที่เห็นเหมือนมาจากคนละที่ คนละยุคสมัย คนละเรื่องราว ได้แก่

            เสื้อโค้ทลากยาวถึงพื้นใช้ภาพเด็กหญิงตาโตแวววาวสีฟ้าแบบภาพวาดการ์ตูนญี่ปุ่นอันมีชื่อเสียงของ Macoto Takahashi       

            กระโปรงสุ่มขนาดใหญ่ที่พิมพ์รูปภาพวาดของจิตรกรยุคเรอแนสซองส์ชาวอิตาเลียน Giuseppe Arcimboldo ผู้มีชื่อเสียงจากการวาดภาพเหมือนเทพเจ้าแบคัสจากภาพผลไม้และผักหลายชนิด

            งานของeBoy กลุ่มศิลปินภาพพิกเซลที่ก่อตั้งในปี 1997  ไปจนถึงนักวาดภาพประกอบ Stefan Marx

            กระโปรงที่ตกแต่งด้วยภาพโฟโตช็อปของดอกไม้จากศิลปินชาวดัชท์อันเป็นเอกลักษณ์  Abraham Mignon

            ชุดที่เหมือนงานประติมากรรมคลุมด้วยผ้าที่สร้างจากภาพฉากที่น่าดื่มด่ำของ Sesson Shukei นักบวชวิถีเซน ชาวญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 16

            เสื้อคลุมสีขาวขนาดใหญ่บนตัวนางแบบมีประกายระยิบระยับจากคริสตัลขนาดเล็ก  เมื่อนางแบบหัน หลังกลับ  ผู้ชมจะเห็นปีกสีขาวลายลูกไม้คู่หนึ่งติดอยู่บนหลัง  ที่สวยงามราวกับนางฟ้า

            ในขณะที่อีกาดำที่ดูชั่วร้ายก็มาปรากฏตัวอยู่บนเสื้อโค้ทสีเทาเมทัลลิก  คลุมทับชุดเดรสสีแดง  ที่ออกแบบเป็นเหมือนงานประติมากรรมที่ผสมกันระหว่างการเย็บปะผิวขรุขระกับการพ่นสีสเปรย์กราฟฟิตี้ การจับจีบเข้ากับโทนสีแดงเข้มของชุดพลาสติกกันฝน  

            ถ้าทั้งหมดนี้เป็นงานศิลปะ แล้วดูไปเป็นรูปๆ แต่ละชิ้นเหมือนจะไม่มีความเกี่ยวข้องกัน แต่เมื่อผ่านมือของ คาวาคูโบแล้ว  งานทั้งหมดกลับเชื่อมต่อกันได้ลื่นไหล กลมกลืน จนเกิดเป็นช่วงเวลาที่น่าพิศวง  ที่ระดับความ ประทับใจจะสูงขึ้นเรื่อยๆ

             อีกหนึ่งความประทับใจคือ การทำผมจาก Julie d’Ys  ที่เป็นงานศิลป์ในตัวของมันเอง  บางลุคตกแต่ง จากของเล่นของเด็กผู้หญิง เคสไอโฟนรูปคัพเค้ก ตุ๊กตาคิตตี้น่ารักๆ และแหวนพลาสติก

            ส่วนรองเท้าก็ยังคงสานต่อความร่วมมืออันดีระหว่างไนกี้ กับกอมม์ เดส์ การ์ซงส์  นางแบบจึงใส่รองเท้าไนกี้  ที่ดูเหมือนรองเท้านักมวย  แต่เติมส้นตันให้ดูแฟชั่นขึ้น  เป็นการผสมผสานระหว่างสีน้ำเงินกับสีขาว สีเขียวกับสีขาว และสีดำล้วน

            และสิ่งสุดท้ายที่ทุกคนพร้อมใจกันหยิบยกขึ้นมาพูดถึง  คือการเลือกเพลงอย่างชาญฉลาด อย่างเพลง Falling ของ Alesso ต่อกับเพลง Closer ของนักร้องเพลงป๊อปยุค 80 Lisa Stansfield ก่อนจะจบลงด้วยเพลง Adagio for Strings  เวอร์ชั่นของเพลงดังที่แต่งโดย Samuel Barber ที่บรรเลงโดย André Previn และนำมาจากเพลงประกอบภาพยนต์เรื่อง The Elephant Man กำกับโดย David Lynch ซึ่งเคยมีคนเขียนถึงว่าเป็นเพลงที่เศร้าที่สุดเคยที่ถูกแต่งขึ้น

            มีนักวิจารณ์แฟชั่นพูดถึงเพลงตอนจบโชว์ครั้งนี้ว่า “คุณจะต้องเป็นคนที่ใจแข็งมาก ถ้าหากคุณไม่รู้สึกสะเทือนใจ  เมื่อเสียงเพลงค่อยๆดังขึ้นพร้อมกับนางแบบทุกคนที่กลับออกมายืนบนรันเวย์สำหรับการเดินชุดฟินาเล่”

            โชว์ครั้งนี้มีอะไรบางอย่างในการผสมกันระหว่างความไร้เดียงสาของเครื่องประดับแบบเด็กผู้หญิง และเสียงเพลงบีบหัวใจที่กระทบกระเทือนความรู้สึกของผู้ชมได้  ซึ่งนอกเหนือจากความเป็นกราฟฟิตี้แล้ว  ราวกับว่าคาวาคูโบ กำลังนำเสนอแนวคิดที่มีความเป็นมนุษย์อย่างมากของความไร้เดียงสาในวัยเด็ก  ช่วงวัยหนุ่มสาวที่สูญเสียไป  และการผ่านเลยไปของกาลเวลาเมื่อเราอายุมากขึ้น  โดยมีเสื้อผ้าของเธอทำหน้าที่เป็นสื่อในแบบที่เธอถนัดนั่นเอง

 

 

Photo credit : flaunt, nowfashion