Junya Watanabe ดีไซเนอร์จินตนาการล้ำแห่งยุค

 

                       แม้ชื่อของ จุนย่า วาตานาเบะ อยู่คู่กับแบรนด์ COMME des GARCONS มาถึง 32 ปีแล้ว แต่พลังความ คิดของเขายังคงลุกโชนอยู่เสมอในการออกแบบและนำเสนอคอลเล็คชั่นที่ทำให้แฟนๆต้องติดตาม

                ประวัติของดีไซเนอร์ผู้นี้มีไม่มากนัก ชีวิตเขาดำเนินไปตามครรลองที่เรียบง่าย ซึ่งดูแตกต่างจากงานที่เขา จะคิดหาแนวทางใหม่ๆมาสร้างสรรค์เสมอ

                 วาตานาเบะมีชื่อจริงว่า Hybta Watanabe เกิดในเมืองฟุกุชิมะ (Fukushima) เมืองในภาคกลาง ของประเทศ ญี่ปุ่น ในปีค.ศ.1961 เขาได้ปูพื้นฐานการทำงานด้วยการเลือกเรียนด้านแฟชั่นที่ Bunka Fashion College สถาบันด้านแฟชั่นที่มีชื่อเสียงระดับโลกในกรุงโตเกียว  สถาบันเดียวกับนักออกแบบชื่อดัง เช่น Yohji Yamamoto และ Kenzo Takada

                ในปี 1984 เมื่อก้าวออกจากรั้วของสถาบันบุงกะ เขาได้เริ่มฝึกงานที่ COMME des GARCONS แบรนด์ ของนักออกแบบชาวญี่ปุ่น Rei Kawakubo ในตำแหน่งนักออกแบบแพทเทิร์น และในปี ค.ศ.1987 เขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นหัวหน้านักออกแบบของแบรนด์ Tricot Knitware ไลน์หนึ่ง ของแบรนด์ ก่อนจะย้ายไปดูแลสายการออกแบบของ  COMME des GARCONS Homme  หรือเสื้อผ้าผู้ชาย วาตานาเบะประสบความสำเร็จในงานที่รับมอบหมายอย่างรวดเร็ว และแน่นอนว่ามากจากผลงานของเขา โดดเด่นจนทำให้เขามีโอกาสได้เริ่มทำเสื้อผ้าภายใต้ชื่อของตัวเอง โดยยังเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์กอมม์ เดส์ การ์ซงส์ ในปี ค.ศ.1992

               แบรนด์ชื่อ Junya Watanabe COMME des GARCONS ใช้เวลาสร้างแบรนด์เพียงปีเดียว ก็เปิดตัวได้ และไปโชว์ในแฟชั่นวีคที่ปารีสในปีเดียวกันทันที หลังจากนั้น แม้วาตานาเบะจะประสบความสำเร็จกับแบรนด์ของตัวเอง แต่เขายังคงทำคอลเลคชั่นให้กับ กอมม์ เดส์ การ์ซงส์อย่างต่อเนื่อง

              งานออกแบบของเขาสะท้อนให้เห็นถึงหลักการทำงานและความคิดของ เรย์ คาวาคูโบ ผู้เปรียบเสมือนครู ที่คอยให้คำปรึกษา แนะนำแก่เขาในตอนเริ่มต้นก้าวเดินในวงการ แต่ในการทำงานวาตานาเบะจะหลอมรวมสิ่งที่เขา เรียนรู้ ได้รับคำแนะนำ และสิ่งที่เขาคิดเข้าด้วยกัน เขาจะเลือกผ้าสำหรับทำงานเองเสมอ เพราะการออกแบบของเขา จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในแต่ละฤดูกาล โดยเขาจะนำเสนอสัมผัสที่แตกต่างผ่านเสื้อผ้าที่จับจีบหรือใช้เทคนิค ต่างๆ จนเกิดเป็นภาพและสีสันที่สะดุดตา

              เขาให้ความสำคัญกับรายละเอียดในการทำงานจนถึงกับกำหนดว่าในการจัดแสดงโชว์ เสื้อผ้าของเขาจะต้อง รักษาระยะห่างระหว่างนางแบบที่เดินบนแคทวอล์คกับผู้ชมให้ได้ระยะ เพื่อให้ผู้ชมสามารถเพ่งความสนใจไปที่การ ออกแบบแต่ละชุดได้อย่างที่เขาต้องการนำเสนอ วาตานาเบะจึงถูกจับตามองว่าเป็นนักออกแบบที่ใช้เทคโนโลยีสร้างสรรค์ผลงานที่ไม่ธรรมดา เขามักจะสร้าง โครงสร้างใหม่ๆให้กับเสื้อผ้าด้วยวัสดุและเทคนิคที่ทันสมัย เคยมีนางแบบพูดถึงเสื้อผ้าของว่า  เมื่อสวมใส่ผ้าของเขา แล้วพวกเธอสิ้นความสงสัยกับแบบที่เห็นในตอนแรก  แต่กลับรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกายว่า ชุด นั้นมีอะไรมากกว่าเมื่อเห็นแขวน อยู่บนไม้แขวนเสื้อ เพราะความพิเศษของเสื้อผ้าของเขาอยู่ที่สิ่งทอ และผ้าใย สังเคราะห์และเทคโนโลยีขั้นสูง  ต้องสัมผัสจึงจะเข้าใจ

              ปีค.ศ.2000 วาตานาเบะ ได้ออกคอลเล็คชั่นเสื้อผ้าผู้ชายเป็นครั้งแรกให้กับแบรนด์ของตน โดยยังคงรักษา แนวคิดทุกอย่างไว้ การมีอิสระในการทำงาน โดยที่เรย์ คาวาคูโบ้ ไม่เคยกำหนดแนวทางใดๆให้กับเขา ทำให้วาตานาเบะทำงาน ได้ง่ายก็จริง แต่ลึกๆเขารู้สึกว่า อยากได้ยินอะไรบางอย่างจากผู้ที่เขานับถือ

            เขาเคยให้สัมภาษณ์เรื่องนี้เมื่อนานมาแล้วว่า

            “บางทีการมีฟีดแบ็กอะไรสักอย่าง วิจารณ์อะไรก็ได้ น่าจะดีกว่าความเงียบ”

            นอกจากกอมม์ เดส์ การ์ซงส์ วาตานาเบะยังได้ทำงานร่วมกับแบรดน์อื่นๆอีกหลายครั้ง  ทั้งภายใต้ชื่อ แบรนด์ตัวเองและชื่อ กอมม์ เดส์ การ์ซงส์ เช่นปี ค.ศ.2007 วาตานาเบะได้รับลิขสิทธิ์จาก Converse ให้ ออกแบบรองเท้าผ้าใบรุ่น All-Star โดยมีแบรดน์อื่นๆที่ร่วมทำงานในโครงการนี้ได้แก่ Levi’s, Hervier Productions, Seil Marschall, eYe, Nike, Merz b. Schwanen,The North Face และในปี 2012 วาตานาเบะได้ร่วมมือกับ Puma รังสรรค์คอลเล็คชั่นฤดูใบไม้ผลิ / ฤดูร้อน ’13

              แบรนด์หนึ่งที่เขาได้ร่วมทำงานด้วยอย่างยาวนาน คือ Nike ซึ่งวาตานาเบอะได้ออกแบบรองเท้าคอลเล็ค ชั่นพิเศษๆให้ไนกี้อย่างต่อเนื่อง หลายรุ่นเป็นลิมิเต็ดเอดิชั่น จึงหมดเร็วและกลายเป็นของหายาก ที่ราคาแพงไป แต่ก็ยังเป็นที่ต้องการ

             เพราะตอนนี้ชื่อของ จุนย่า วาตานาเบะ นั้นบอกอะไรได้มากมายกว่างานออกแบบที่ล้ำสมัย